บันทึก 10 ปีของ Fathom ผ่านหลากหลายผู้คน
EP.1

ฉบับที่ 1

1
เสน่ห์อย่างหนึ่งของการไปเดินร้านหนังสืออิสระคือ อาจทำให้เจอหนังสือที่ไม่ได้อยู่ในลิสต์แนะนำ ชื่อนักเขียนไม่คุ้น ไม่เคยผ่านตามาก่อน บางเล่มไม่ใช่หนังสือขายดี แต่บางข้อความที่โปรยบนปกหลังกลับรีเลทเราเหลือเกิน บางประโยคของเขาทำให้เราผ่านวันยากๆ ไปได้ จากที่ตั้งใจมาซื้อแค่เล่มเดียว สุดท้ายได้หนังสือของนักเขียนคนนี้กลับบ้านอีกสี่ห้าเล่ม ครั้งหนึ่งไปร้านหนังสือแถวเจริญกรุงแล้วก็เจอกับนักอ่านคนหนึ่ง ความที่ชอบหนังสือเหมือนกัน ถึงเป็นคนคุยไม่เก่ง แต่บทสนทนาว่าด้วยเรื่องหนังสือทำให้เราไปต่อได้เรื่อยๆ เราคุยกันถูกคอ จากหนังสือเล่มนี้ไปเล่มโน้ม วันนั้นผมกลับบ้านด้วยความอิ่มเอมในบทสนทนา และผมก็เชื่อว่า คนที่ชอบไปร้านหนังสือเหมือนกัน สักวันสิ่งนั้นจะทำให้เราวนกลับมาเจอกันอีก
2
เมื่อต้นปี วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ผมแวะไปซื้อดอกไม้ที่ปากคลองตลาด หอบดอกลิลลี่และดอกแว๊กช่อใหญ่ไปฝาก “ป่าน” และ “กุ๊กไก่” เจ้าของร้านหนังสือ fathom bookspace ย่านสาทร พอผลักประตูเข้าไปในร้าน ผมเห็นเขายืนดูหนังสือเงียบๆ อยู่ก่อนแล้ว ผมพยักหน้าทักทายเขา เขายิ้ม ผมยื่นดอกไม้ให้เจ้าของร้าน เขาหันมาเอ่ยปากขออาสาเป็นคนจัดดอกไม้ลงแจกันให้ ผมจำไม่ได้ว่า ระหว่างนั้นป่านเดินไปเล่นเปียโนที่ตั้งอยู่กลางร้านหรือเปล่า แต่จำได้ว่าผมชอบไวบ์ของวันนั้นมากๆ พอจัดดอกไม้เสร็จ บรรยากาศของร้านดูมีชีวิตชีวาขึ้นทันที เราจิบกาแฟ คุยกันอีกเล็กน้อย แล้วแยกตัวเดินดูหนังสือ ผมชอบบุคลิกของนักอ่านอย่างหนึ่ง คนอ่านหนังสือมักมีความสามารถในการอยู่ลำพัง มีความเงียบเป็นเพื่อน อยู่คนเดียวแต่ไม่เหงา เพราะเขามีนักเขียนเป็นเพื่อน ไหนจะมาร์เกอริต ดูราส มาแชลพรุสต์ หรือธอโร ผมเคยเห็นนักอ่านบางคนออกไปดื่มที่ร้านบลูส์บาร์ย่านสามเสนกับเฮมิงเวย์มาแล้ว
3
ว่ากันว่า ร้านหนังสือคือบุคลิกของเจ้าของร้าน ร้านฟาทอมแห่งนี้ก็มีความเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร เพราะหนังสือทุกเล่มถูกคัดสรรโดยตรงจากเจ้าของร้าน นอกเหนือจากหนังสือแนววิชาการวรรณกรรม ศาสนา ปรัชญา หนังสือของนักเขียนอิสระที่เอามาฝากขาย ฯลฯ อีกมุมหนึ่งของร้านก็ยังเต็มไปด้วยหนังสือนิทานสำหรับเด็กๆ เรียกว่ามีหนังสือสำหรับทุกช่วงวัย ไม่ใครตกหล่นสำหรับที่นี่ ผมเคยซื้อหนังสือ “เป็ด ความตาย และดอกทิวลิป” ของนักเขียนเยอรมัน ที่อธิบายความตายซึ่งเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากความเข้าใจของเด็กๆ ได้ละมุน ไปฝากหลานที่ต่างจังหวัด ปรากฎว่าหลาน ชอบมาก ผมซื้อหนังสือของ “ชินสุเกะ โยชิทาเกะ” นักเขียนหนังสือเด็ก แต่เอาเข้าจริงๆ ผมกลับรู้สึกว่าเขากำลังสื่อสารกับเด็กในร่างผู้ใหญ่อย่างผมต่างหาก หลายเรื่องในชีวิตที่เจอโจทย์ยากๆ นักเขียนญี่ปุ่นคนนี้ก็ให้คำตอบแบบง่ายๆ ซะอย่างนั้น ไม่เฉพาะเล่มนี้ แต่ในหลายครั้งๆ เวลาที่โลกหันหลังให้ หนังสือมักจะคอยเยียวยาผมเสมอ บางทีมันก็มาปรากฏตัวในรูปของประโยคบางประโยค หรือบทสนทนาของตัวละครสักตัว ประโยคเหล่านั้นจะช่วยค้ำยันความรู้สึกของผมให้เดินหน้าต่อไปได้ และบางที กับหนังสือบางเล่ม ไม่ได้สอนอะไร มันแค่นั่งเงียบๆ อยู่เป็นเพื่อนในช่วงเวลาที่เราต้องการใครสักคนเท่านั้นเอง แต่เท่านั้นก็เกินพอแล้ว…
4
นักอ่านคนหนึ่งถามผมว่า ทำไมชอบมาร้านหนังสือฟาทอม ผมบอกว่า เวลาเรารักชอบอะไร เราก็อยากใช้เวลากับสิ่งนั้น และความรัก เราต้องแสดงออก เราบอกรักได้หลายวิธี เอาที่ถนัดและสะดวก เช่น บอกเขาว่าสิ่งที่เขาทำมันดีแค่ไหน มันคงจะดีมากๆ หากเราเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว แล้วลูกค้ามาบอกขอบคุณที่ทำก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆ ให้เขากิน หรือบอกชอบรสชาติกาแฟที่เราชง ก็คงจะใจฟูหากมีนักอ่านบอกว่าชอบร้านหนังสือที่เราเปิด ชอบสไตล์การเลือกหนังสือเข้าร้าน อย่าขี้เหนียวคำชม คำชมเล็กๆ น้อยๆ มันทำให้คนตัวเล็กๆ คนหนึ่งออกไปทำเรื่องยิ่งใหญ่มานักต่อนักแล้ว
นอกเหนือจากคำชม เราก็สามารถแสดงออกด้วยการซื้อหรืออุดหนุนเพื่อให้ร้านอยู่รอด เพราะเมื่อร้านรอด เราก็รอด ถ้าไม่รอด…มันคงเหมือนร้านอาหารร้านอร่อยที่เราชอบหายไป เพราะคนทำหมดแรงหมดใจจะไปต่อ การอุดหนุนก็เพื่อให้คนคนหนึ่งได้ทำในสิ่งที่เขาชอบ และสิ่งที่เขาชอบก็เป็นสิ่งที่เราชอบด้วย การมีอยู่ของร้านหนังสือคือการมีอยู่ของชีวิตเรา คือความรื่นรมย์ของเรา มันคือการดูแลระบบนิเวศในชีวิตเรา
ปีนี้ครบรอบ 10 ปีของร้านหนังสือ fathom bookspace 10 ปีสำหรับร้านหนังสืออิสระในประเทศที่ไม่ได้รับการสนับสนุนวัฒนธรรมการอ่านให้เติบโตแบบเป็นเรื่องเป็นราวถือว่าไม่ธรรมดาเลย อยากขอบคุณร้านหนังสือแห่งนี้ที่เป็นเซฟโซนสำหรับนักอ่านหลายๆ คนรวมถึงผมด้วย ขอบคุณครับ
ใบพัด นบน้อม / นักอ่าน
—
ฉบับที่ 2

เวลา 10 ปีนั้นทำให้ภาพของการรู้จัก Fathom ครั้งแรกนั้นเลือนราง หากแต่สิ่งที่ปรากฏชัดในความทรงจำคงเป็น…
พื้นที่หนึ่งที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยผู้คนที่รักหนังสือ การเติบโต แรงบันดาลใจและความเป็นมนุษย์
รู้ตัวอีกที ก็พบตัวเองกลับไปพื้นที่นี้อีกหลายครั้ง ผ่านคำชวนอันหลากหลายตามจังหวะชีวิตช่วงนั้น
บ้างก็เป็น การหลงทาง ที่พื้นที่นี้อาจมีคำตอบ
บ้างก็ ความสดชื่น ที่พื้นที่นี้มักมอบให้
บ้างก็คือ ความคิดถึง ที่พื้นที่นี้บ่อยครั้งคลายมันได้
ฯลฯ
เวลา 10 ปีนั้นอาจทำให้ภาพแรกที่พบกันนั้นเลือนราง หากแต่สิ่งที่ปรากฏชัดในความทรงจำคงเป็น…ความรักในพื้นที่นี้
ถึง Fathom Bookspace …ขอบคุณสำหรับการมีอยู่ที่คอยให้ระลึกถึงความงดงามในมนุษย์ผ่านหนังสือและผู้คน
Navin Tan
—
ฉบับที่ 3

อะไรนะ…ที่เราสามารถทำในร้านหนังสือได้บ้าง นอกจากจิบกาแฟ หาหนังสืออ่านสักเล่ม ก็คงเป็นการใช้ชีวิตที่อยู่วิถีชีวิตไปด้วย…ตลอด 10 ปี ที่ร้านแห่งนี้เป็นห้องเรียนเปียโนของลูก เป็นที่ที่ให้เรามาจัด workshop ในหัวข้อที่สนใจ ทั้งประเด็กเรื่องคุยกับลูกเรื่องเพศ ชวนเด็ก ๆ ปักผ้า เรื่องเล่น ได้แวะมาชมละคร ฟังนิทาน ฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ มากินขนม ปาร์ตี้ปีใหม่กับเพื่อน ซึ่งพอโตขึ้นต่างคนต่างมีชีวิตการมาพบเจอกันในพื้นที่ปลอดภัย สบายใจ ก็ทำให้ได้แลกเปลี่ยนและอัพเดทสถานการณ์ชีวิตกัน และมีอีกหลายครั้ง ที่เจ้าของร้านก็ชวนมาเป็นแรงงานแพ็คหนังสือจำนวนมหาศาล
Fathom เป็นเพื่อนคู่คิด ทั้งช่วยผลิตสื่อดี ๆ น่ารัก ช่วยหาหนังสือที่เราต้องการนำมาทำงานทั้งหนังสือในไทย และหนังสือต่างประเทศ เพียงบอกความต้องการ อะไร ๆ ทีม Fathom ช่วยได้หมด
พวกเขา ไม่เคยละเลยที่จะร่วมสร้างการเปลี่ยนการเปลี่ยนแปลง อะไรที่ทำได้ Fathom จะเสนอและทำไปด้วยกันเสมอ ครั้งหนึ่งที่เราสะท้อนปัญหาการขาดนิทานในเด็กชนบท เพราะในต่างจังหวัดไม่มีร้านหนังสือ และด้วยปัญหาเศรษฐกิจ นิทานจึงไม่จัดอยู่ในสมการของสำหรับเด็กในบางครอบครัว Fathom ระดมนิทานจัดส่งมาให้และเราไปทำการส่งมอบให้เด็ก ๆ โดยดูตามพัฒนาการเป็นรายบุคคล
10 ปี ที่ผ่านมา ทำอะไรกันมามากมาย แม้ช่วงหลัง ๆ เราตัดสินใจใช้ชีวิตในต่างจังหวัดมากกว่ากรุงเทพ แต่ทุกครั้งที่มา Fathom ยังเป็นหมุดหมายเสมอ ผ่านจุด 10 ปีไปแล้ว เรารู้ว่าพวกคุณรู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป ให้กำลังใจเสมอ
ด้วยรัก
จิ๋ว เล่นด้วยสติSE
EP.2
ฉบับที่ 4

“ที่อยู่ลึกลงไป 10 Fathoms !” by หนุ่ม หนังสือเดินทาง
………………………………………………………………………….
เมื่อน้องๆ แห่ง “Fathom Book Space” ส่งข่าวมาว่า ปีนี้ร้านหนังสือของพวกเขาเดินทางมาครบ 10 ปีแล้ว ด้วยความที่อยู่กับร้านหนังสือเหมือนกัน ได้ยินแล้วก็พลันนึกถึงสาระของหนังสือบางเล่ม และเรื่องราวบางเรื่อง
นึกถึงข้อความหนึ่งในหนังสือ “DO/PURPOSE” ของนักเขียนชื่อ David Hieatt เป็นอย่างแรก
และก็นึกถึงคำถามหนึ่งที่มีคนชอบถามตอนเปิดร้านหนังสือปีแรกๆ เป็นอันดับต่อมา คำถามที่ว่า “คิดว่าร้านหนังสือแต่ละร้านเป็นคู่แข่งกันไหม?”
“ร้านหนังสือแต่ละร้านเป็นคู่แข่งกันไหม?” คำถามนี้ดูจะมีความเชื่อที่ว่า “ธุรกิจก็ต้องแข่งกัน” อยู่เบื้องหลัง ซึ่งนั่นไม่แปลกอะไร ทว่าเมื่อใช้กับบริบทของร้านหนังสือ คำตอบที่ได้อาจประหลาดใจอยู่
เคยตอบคำถามนี้แบบฝันๆ แต่ก็เป็นคำตอบที่ถึงตอนนี้ก็ยังจะตอบอย่างนั้น ตอบว่า “ไม่นะ อันที่จริงอยากให้มีร้านหนังสือกันมากกว่านี้ เป็นไปได้ก็อยากให้มีสักย่านที่มีร้านหนังสือมากมายตั้งอยู่ใกล้ๆกันเสียด้วยซ้ำ”
ทำไม ?
เมื่อเปิดร้านหนังสือ ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ ทว่าถึงจุดหนึ่งเจ้าของร้านทุกคนน่าจะรู้สึกได้ว่าสิ่งที่เป็นคู่แข่งสำคัญของพวกเขาหาใช่ร้านหนังสือร้านอื่น แต่เป็นสภาพที่คนในสังคมอ่านหนังสือกันน้อยต่างหาก
“ทำอย่างไรให้หนังสือถูกอ่านกันมากกว่านี้ ทำอย่างไรผู้คนจึงจะตระหนักว่า ชีวิตดีขึ้นได้หากได้อ่านหนังสือดีๆ?” เอาเข้าจริง คู่แข่งของร้านหนังสือแต่ละร้านนั่นใหญ่มาก และอันที่จริง ร้านทุกร้านต่างกำลังสู้ในสิ่งเดียวกัน
ร้านหนังสือที่ไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งนี้อาจจะมี ทว่าลึกลงไป ร้านที่อยู่ได้เป็นสิบๆปีน่าจะตระหนักถึงความจริงข้อนี้เหมือนกันหมด เมื่อตระหนัก หรือ “รู้แล้วว่าเป้าหมายหลักของการเปิดร้านคืออะไร” มุมมองของร้านจะเปลี่ยน และพลังภายในจะพลุ่งพล่าน
พวกเขาจะใส่ใจในการเลือกสินค้า สร้างบรรยากาศ และให้บริการ บางร้านเดินเข้าไปแล้วเหมือนอยู่ในหอสมุด บางร้านคล้ายหลุดเข้าไปในปาร์ตี้ บางร้านเจ้าของร้านช่างอัธยาศัยดี บางร้านก็ชอบที่จะให้เราเลือกดูหนังสือเงียบๆเป็นการส่วนตัว ที่สำคัญ ร้านหนังสือแบบนี้ไม่มีร้านไหนเหมือนกันเลย “Fathom BookSpace” ก็เป็นอย่างที่ “Fathom BookSpace” เป็น
เมื่อแต่ละร้านต่างกัน พวกเขายังแนะนำลูกค้าให้กันได้ เพราะถือเป็นเพื่อนร่วมทีมในสนามรบ ซึ่งนี่ทำให้ความคิดที่อยากให้มีร้านหนังสือหลายๆ ร้านอยู่ในย่านเดียวกันไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน และเอาเข้าจริง นี่น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สิ่งที่เรียกว่า “Book District” เกิดขึ้นจริง
นี่เองคือสาเหตุที่นึกถึงคำถาม “คิดว่าร้านหนังสือเป็นคู่แข่งกันไหม” ขึ้นมา
ส่วนที่นึกถึงหนังสือ “DO/PURPOSE” ขึ้นมาด้วย เป็นเพราะต่อมาพบว่า สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดถูกหนังสือเล่มนี้สรุปไว้ดี
บทหนึ่งของหนังสือบอกว่า หากจะทำอะไรให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน เราต้อง “define our enemy” หรือ “เลือกคู่ต่อสู้” ให้ถูก
คู่ต่อสู้ที่ว่าหาใช่ยี่ห้ออื่น หรือผู้ประกอบการเจ้าอื่น แต่อาจเป็น การออกแบบที่ห่วย (Bad Design) บริการที่แย่มาก (Bad Service) หรืออะไรสักอย่างที่เป็นทุกข์ของสังคม คู่ต่อสู่ที่ถูกต้องนี้จะทำให้เห็นเหตุผล หรือ “Purpose” ในการมีอยู่ของเรา
“Purpose” ที่ชัดจะคอยเตือนและเติมพลังให้เราไปให้ถึงความเปลี่ยนแปลง และนั่นจะทำให้ลูกค้านึกถึงเรา ทำให้เราต่างจากคนอื่น และทำให้เรายืนอยู่
“พี่…เขียนอะไรถึงร้านพวกหนูหน่อยสิ อะไรก็ได้ ปีนี้ร้านเดินทางมาครบ 10 ปีแล้ว” เมื่อน้องๆ จาก “Fathom BookSpace”ทักมา ย้อนมองสิ่งที่พวกเขาทำมาแล้ว เรื่องราวข้างต้นก็ปรากฏขึ้นอย่างอัตโนมัติ
เอาเข้าจริง…สิ่งนี้หรือเปล่าที่ทำให้ “Fathom BookSpace” เป็นอีกร้านหนังสือที่อยู่มาแล้วร่วม 10 ปี
อันที่จริง…เหล่านี้นี่แหละ คือสิ่งที่อยู่ลึกลงไป 10 Fathoms ซึ่งควรค่าแก่การชื่นชม สนับสนุน และพูดถึง!
ฉบับที่ 5

ฟาธอมบุ๊คสเปซ
หนักเหนื่อยจากที่ไหน
ขอเพียงได้มาที่นี่
หนังสือและดนตรี
ช่วยหลบลี้สู่ภายใน
เป็นเพื่อนคอยเคียงขวัญ
ณ คืนวันอันหม่นไหม้
หยั่งลึกละมุนละไม
ในความงามของหนังสือ
ดินแดนแสนสงบ
พาพานพบนานาชื่อ
เขียน – อ่าน – เป็น – อยู่ – คือ
ถอดและรื้อโลกภายใน
ฟาธอมคืออ้อมอุ่น
ชวนมักคุ้นความคิดใหม่
เดินทางไปแสนไกล
ท่องโลกได้…ด้วยหนังสือฯ
— โตมร ศุขปรีชา —
ฉบับที่ 6

Dearest Fathom… the loveliest bookstore / sanctuary of SuanPhlu neighborhood
ถ้าเป็นมนุษย์ 10 ขวบแรกคือช่วงเวลาของการวางรากฐานความเป็นมนุษย์คนหนึ่งทั้งในแง่มุมของทางชีววิทยาและจิตวิทยา คงไม่ต่างกับสิบขวบแรกของ Fathom ที่วางรากฐานเพาะพันธุ์เมล็ดการอ่านและปลูกต้นรักในใจของนักอ่านทุกคน 🙂
Fathom เป็นร้านหนังสือในฝันของนักอ่านอย่างเราเลยแหละ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นหนังสือ กลิ่นกระดาษเมื่อเปิดประตูเข้าไปในร้านจะโชยมาแตะจมูกเป็นสิ่งแรก เมื่อมองลึกเข้าไปในร้านก็จะเจอรอยยิ้มที่อบอุ่นของสามสาว ป่าน ก.ก. และเปิ้ล (และตอนนี้มีด.ช.คีรัณ) คอยต้อนรับนักอ่านเสมอ 🙂
อะไรบางอย่าง ณ ที่นั้นมักทำให้นักอ่านและผองเพื่อนทุกคนที่ไปเยือนรู้สึกเป็นคนพิเศษ และมักทำให้ความกังวลใจและความว้าวุ่นใจจางลงไป
ทุกเล่มที่ Fathom คัดสรรมาให้เรามักจะโดนใจเสมอๆ (รู้ใจสุดๆ) นอกจากร้านที่สวนพลูแล้ว การเล่าถึงหนังสือแต่ละเล่มในหน้าร้านบนไอจี ก็มักจะตกเหล่านักอ่านให้ต้องครอบครอง ของมันต้องมีบ่อยครั้งไป 55+ ร้ายกาจ!!
ขอให้ปีที่ 11 และปีต่อๆไปอีกหลายสิบปี เป็นช่วงเวลาแห่งการเติบโตของ Fathom <3 ขอให้เติบโตอย่างแข็งแรงสมวัย และอยู่ด้วยกันไปนานๆๆๆเลยนะ 🙂
P ป๋วย LS cafe
Always your fanclub
EP.3
ฉบับที่ 7

จำได้ว่า เมื่อสิบปีก่อนตอนเจอป่านกับกุ๊กไก่ครั้งแรก เราพูดออกไปว่า “ทำร้านหนังสือ สิ่งสำคัญคือควบคุมค่าใช้จ่าย” แล้วในสายตาน้องสองคนนี้มันบอกว่ามันกำลังฟัง
คืองี้ปกติถ้าเป็นคนอื่นมันจะมีสายตาฟีลแบบว่า “นี่แกเป็นใคร จะมาสะเหล่อสั่งสอนอะไรฉันนี่” แต่ป่านกับกุ๊กไก่ไม่ใช่ หลังจากวันนั้นเราก็แปะป้ายเลยว่า อีนี่คือน้อง น้องที่เรารักได้เลย น้องแบบน้องจริงๆ ที่เราคอยดูอยู่ห่างๆ ดูการเติบโตอย่างสวยงามของน้อง
ในมุมของพี่ที่ทำร้านหนังสือเหมือนกันมันดูกันออกไง ว่าช่วงไหนน้องลำบากลำบน ช่วงไหนน้องเจิดจรัส ป่านกับกุ๊กไก่รู้ป่ะ สิ่งที่พี่มองอยู่คือไรรู้ป่ะ คือท่ามกลางพายุมากมายในสิบปีนี้ พี่ไม่เคยเห็นแกสองคนบ่นเลยเว้ย และพี่เรียกสิ่งนี้ว่า ความสง่างาม พวกเธอในสายตาพี่คือคนประเภทจำเป็นกับโลกใบนี้
อยากบอกว่า พี่รู้นะว่าการจะรักษา Fathom ไว้ให้ยืนนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น พวกเธอต้องเสียสละอะไรบ้าง พี่ขอเป็นตัวแทนประชาชนขอบคุณอย่างเป็นทางการงามๆ สักที ขอบคุณที่ทำร้านหนังสือในฝันให้พวกเรานะ
เวลา 10 ปีมันช่างพิลึก มันทั้งนานมาก และเร็วมาก และก็คู่ควรกับการเฉลิมฉลอง ไม่ว่าเสียงหัวเราะหรือน้ำตามันล้วนเป็นสิ่งมีค่า และสำหรับคนขายหนังสืออย่างพวกเราจะมีอะไรดีไปกว่า สายตาวิบวับของนักอ่านที่เขาได้เจอหนังสือสักเล่มในร้านของเรา ถ้า 1 วิบวับคือดาว 1 ดวง วันนี้ Fathom ก็มีดาวเต็มฟ้าแล้ว
จงมองให้เห็นท้องฟ้าในร้านหนังสือของพวกเธอให้เห็นนะ มันสวยมากจริงๆ
รักยังไงก็รักอย่างนั้นแหละ
พี่โจ้ / พี่เนส คร้าบ
ฉบับที่ 8

Fathom Bookspace ในวันครบรอบ 10 ปี
สิบปีของ Fathom Bookspace ทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นในพื้นที่แห่งนี้
1
แรกพบพี่เบน ชวนลูกชาย ด.ช. ธรรมชาติ มาที่ Fathom Bookspace ตั้งแต่ตัวจิ๋วๆ พร้อมเพื่อนๆ ปฐมวัย ของเขา
หลายครั้งเราไม่ได้มาเพียงเพื่อร่วมกิจกรรม แต่พามาให้เด็กๆ และพ่อๆ แม่ๆ คุ้นเคยกับหนังสือ ผู้คน และโลกที่มีคำถามมากกว่าคำตอบ
Fathom Bookspace จึงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ทำให้พี่เบน รู้สึกว่า
การปลูกฝังเรื่องการอ่าน ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการบอกให้เด็กๆ อ่านหนังสือ แต่อาจเริ่มจากการทำให้เขารู้สึกว่า หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
2
ในอีกด้านหนึ่ง Fathom Bookspace ในฐานะร้านหนังสืออิสระที่เลือกจะ “อยู่”
แม้ในวันที่โควิดทำให้โลกเงียบลง
แม้ในวันที่พฤติกรรมการอ่านเปลี่ยนไป
และแม้คำถามเรื่องอนาคตของร้านหนังสือจะยังไม่มีคำตอบง่ายๆ
สิ่งที่ Fathom Bookspace ทำมาตลอด คือการคัดสรรหนังสือ คัดสรรบทสนทนา และคัดสรรพื้นที่ให้ผู้คนได้กลับมาเจอกัน
พี่เบนคิดว่า นี่เป็นความแข็งแรงที่สำคัญมากๆ
เพราะ Fathom Bookspace ไม่ได้เพียงขาย “สิ่งที่คนอยากอ่าน”
แต่ชวนเรากลับมาถามว่า อะไรที่ควรค่าแก่การอ่าน และอะไรที่ควรค่าแก่การคิดต่อ
3
พี่เบนเห็นความตั้งใจนั้นผ่านสายตาของกุ๊กไก่ ป่าน และผองเพื่อนในวงการ
ที่ขยันขับเคลื่อนทำให้งานอ่าน งานเขียน งานกระบวนการ และผู้คน ยังเชื่อมโยงถึงกันอยู่เสมอ
บางทีสิ่งที่ Fathom Bookspace ทำจึงไม่ได้จบลงที่กิจกรรมหนึ่งงาน
หรือหนังสือหนึ่งเล่ม แต่มีผลไปต่อในความคิดของใครบางคน
4
ในฐานะทีมงานอุทยานการเรียนรู้ TK Park พี่เบนรู้สึกได้ถึงความใจดี ความใส่ใจ ความลุ่มลึกของ Fathom Bookspace ที่หลายครั้งเราได้ชวนมาทำอะไรด้วยกัน เราเห็น Fathom Bookspace ค่อยๆ เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้มอง ฟัง อ่าน และคิดต่อด้วยตัวเอง และนั่นอาจเป็นสิ่งที่พี่เบนรู้สึกว่าเรามีร่วมกัน
เราไม่ได้ทำพื้นที่การเรียนรู้เพื่อเติมคนให้เต็ม แต่ทำเพื่อเปิดพื้นที่ให้คนได้เติบโตต่อ
5
ขอบคุณการมีอยู่ของ Fathom Bookspace
ที่ยังเลือกหนังสือ เลือกตั้งคำถาม เลือกขับเคลื่อนสังคม
และเลือกเชื่อว่า สิ่งเล็กๆ ที่ทำอย่างตั้งใจ จะส่งความหมายไปได้ไกลกว่าที่เรามองเห็น
รักกกกกกกกกกก
พี่เบน
หม่าม้าเบน /พี่เบน ชวันธร มงคลเลิศลพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมการเรียนรู้ อุทยานการเรียนรู้ TK Park
ฉบับที่ 9

รู้จักป่านและกุ๊กไก่ครั้งแรกที่ ‘เชียงดาว’
เป็นน้องทั้งสองที่เข้ามาสวัสดีทักทาย เริ่มสนทนา ผมสัมผัสถึงความน่ารัก จริงจัง จริงใจได้ทันที เขาบอกสั้นๆ กับผมว่ากำลังจะมีร้านหนังสือที่กรุงเทพ ถ้าพี่ลงไปอยากชวนไปนั่งเล่น อ่านหนังสือที่ร้าน
แค่นี้ผมก็ว้าวแล้ว เพราะว่าการเริ่มต้นทำสิ่งแบบนี้คือต้องหัวใจล้วนๆเเลย
ผมสัมผัสร้านหนังสือสีน้ำเงิน Navy Blue สะดุดตาภายนอกบนถนนสายเล็กที่มีผู้คนเดินขวักไขว่บนฟุตบาธ ภายในอุปนิสัยเป็นเจ้าของร้านที่มีเทสต์ จัดวางอย่างมีศิลปะ เปียโนตั้งเด่นที่ตรงบันไดทางขึ้น รื่นรมย์จริงๆ
ไม่เคยพลาดกาแฟโชยกลิ่น มาให้ชวนนั่งพักนั่งจิบ และรูปแบบที่เป็นพื้นที่พบปะ แลกปลี่ยนก็ขยายในช่วงต่อมา
แต่ผมกับ Fathom มี Passion กว่าร้านหนังสือ..
ผมเขียนหนังสือ’หนึ่งปีแสง’ ในช่วงหลายปีก่อนโดยได้รับคำชวนจากที่นี่ เป็นหนังสือที่ทำออกมาอย่างปราณีตมากโดย Fathom House และครั้งนั้นผมรู้จักน้องทั้งสองในมิติที่ลึกลงไป เขามาในฐานะบรรณาธิการและอาร์ตไดเรคเตอร์ และแน่นอนเล่มนี้แสดงมวลพลังของศิลปะได้สมเจตนารมย์ของทุกคนที่ร่วมงานกัน
ผมเห็นความอิสระผ่านตัวหนังสือในตัวป่าน และความเป็นผู้ใหญ่ในถ้อยคำที่เราแลกเปลี่ยนในฐานะนักเขียน และบรรณาธิการอยู่เสมอ
ค่ำคืนหนึ่งผมขับรถมาถึงสวนพลู ออกจากบ้านในยามเช้าตรู่ท้องฟ้าเริ่มมีสีสันผ่านหลายโค้งดอย เพื่อมาดู artwork หนึ่งปีแสงที่ออกจากโรงพิมพ์ช่วงบ่ายนั้นเอง เราทั้งสามคนดื่มด่ำกับตัวหนังสือ เนื้อหา ภาพวาด art design และสิ่งต่างๆ ที่เป็นmeeting เล็กๆ ในร้านหนังสือวันนั้น
เป็นบุคคลคุณภาพ ที่ทำร้านหนังสือที่งดงามสู่ทุกคน
และยินดีกับการครบวงรอบที่สวยงามด้วยครับ
ฉบับที่ 10

