จดหมายถึงร้านหนังสือ

บันทึก 10 ปีของ Fathom ผ่านหลากหลายผู้คน

บันทึก 10 ปีของ Fathom ผ่านหลากหลายผู้คน

EP.1

ฉบับที่ 1

1

เสน่ห์อย่างหนึ่งของการไปเดินร้านหนังสืออิสระคือ อาจทำให้เจอหนังสือที่ไม่ได้อยู่ในลิสต์แนะนำ ชื่อนักเขียนไม่คุ้น ไม่เคยผ่านตามาก่อน บางเล่มไม่ใช่หนังสือขายดี แต่บางข้อความที่โปรยบนปกหลังกลับรีเลทเราเหลือเกิน บางประโยคของเขาทำให้เราผ่านวันยากๆ ไปได้ จากที่ตั้งใจมาซื้อแค่เล่มเดียว สุดท้ายได้หนังสือของนักเขียนคนนี้กลับบ้านอีกสี่ห้าเล่ม ครั้งหนึ่งไปร้านหนังสือแถวเจริญกรุงแล้วก็เจอกับนักอ่านคนหนึ่ง ความที่ชอบหนังสือเหมือนกัน ถึงเป็นคนคุยไม่เก่ง แต่บทสนทนาว่าด้วยเรื่องหนังสือทำให้เราไปต่อได้เรื่อยๆ เราคุยกันถูกคอ จากหนังสือเล่มนี้ไปเล่มโน้ม วันนั้นผมกลับบ้านด้วยความอิ่มเอมในบทสนทนา และผมก็เชื่อว่า คนที่ชอบไปร้านหนังสือเหมือนกัน สักวันสิ่งนั้นจะทำให้เราวนกลับมาเจอกันอีก

2

เมื่อต้นปี วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ผมแวะไปซื้อดอกไม้ที่ปากคลองตลาด หอบดอกลิลลี่และดอกแว๊กช่อใหญ่ไปฝาก “ป่าน” และ “กุ๊กไก่” เจ้าของร้านหนังสือ fathom bookspace ย่านสาทร พอผลักประตูเข้าไปในร้าน ผมเห็นเขายืนดูหนังสือเงียบๆ อยู่ก่อนแล้ว ผมพยักหน้าทักทายเขา เขายิ้ม ผมยื่นดอกไม้ให้เจ้าของร้าน เขาหันมาเอ่ยปากขออาสาเป็นคนจัดดอกไม้ลงแจกันให้ ผมจำไม่ได้ว่า ระหว่างนั้นป่านเดินไปเล่นเปียโนที่ตั้งอยู่กลางร้านหรือเปล่า แต่จำได้ว่าผมชอบไวบ์ของวันนั้นมากๆ พอจัดดอกไม้เสร็จ บรรยากาศของร้านดูมีชีวิตชีวาขึ้นทันที เราจิบกาแฟ คุยกันอีกเล็กน้อย แล้วแยกตัวเดินดูหนังสือ ผมชอบบุคลิกของนักอ่านอย่างหนึ่ง คนอ่านหนังสือมักมีความสามารถในการอยู่ลำพัง มีความเงียบเป็นเพื่อน อยู่คนเดียวแต่ไม่เหงา เพราะเขามีนักเขียนเป็นเพื่อน ไหนจะมาร์เกอริต ดูราส มาแชลพรุสต์ หรือธอโร ผมเคยเห็นนักอ่านบางคนออกไปดื่มที่ร้านบลูส์บาร์ย่านสามเสนกับเฮมิงเวย์มาแล้ว

3

ว่ากันว่า ร้านหนังสือคือบุคลิกของเจ้าของร้าน ร้านฟาทอมแห่งนี้ก็มีความเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร เพราะหนังสือทุกเล่มถูกคัดสรรโดยตรงจากเจ้าของร้าน นอกเหนือจากหนังสือแนววิชาการวรรณกรรม ศาสนา ปรัชญา หนังสือของนักเขียนอิสระที่เอามาฝากขาย ฯลฯ อีกมุมหนึ่งของร้านก็ยังเต็มไปด้วยหนังสือนิทานสำหรับเด็กๆ เรียกว่ามีหนังสือสำหรับทุกช่วงวัย ไม่ใครตกหล่นสำหรับที่นี่ ผมเคยซื้อหนังสือ “เป็ด ความตาย และดอกทิวลิป” ของนักเขียนเยอรมัน ที่อธิบายความตายซึ่งเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากความเข้าใจของเด็กๆ ได้ละมุน ไปฝากหลานที่ต่างจังหวัด ปรากฎว่าหลาน ชอบมาก ผมซื้อหนังสือของ “ชินสุเกะ โยชิทาเกะ” นักเขียนหนังสือเด็ก แต่เอาเข้าจริงๆ ผมกลับรู้สึกว่าเขากำลังสื่อสารกับเด็กในร่างผู้ใหญ่อย่างผมต่างหาก หลายเรื่องในชีวิตที่เจอโจทย์ยากๆ นักเขียนญี่ปุ่นคนนี้ก็ให้คำตอบแบบง่ายๆ ซะอย่างนั้น ไม่เฉพาะเล่มนี้ แต่ในหลายครั้งๆ เวลาที่โลกหันหลังให้ หนังสือมักจะคอยเยียวยาผมเสมอ บางทีมันก็มาปรากฏตัวในรูปของประโยคบางประโยค หรือบทสนทนาของตัวละครสักตัว ประโยคเหล่านั้นจะช่วยค้ำยันความรู้สึกของผมให้เดินหน้าต่อไปได้ และบางที กับหนังสือบางเล่ม ไม่ได้สอนอะไร มันแค่นั่งเงียบๆ อยู่เป็นเพื่อนในช่วงเวลาที่เราต้องการใครสักคนเท่านั้นเอง แต่เท่านั้นก็เกินพอแล้ว…

4

นักอ่านคนหนึ่งถามผมว่า ทำไมชอบมาร้านหนังสือฟาทอม ผมบอกว่า เวลาเรารักชอบอะไร เราก็อยากใช้เวลากับสิ่งนั้น และความรัก เราต้องแสดงออก เราบอกรักได้หลายวิธี เอาที่ถนัดและสะดวก เช่น บอกเขาว่าสิ่งที่เขาทำมันดีแค่ไหน มันคงจะดีมากๆ หากเราเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว แล้วลูกค้ามาบอกขอบคุณที่ทำก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆ ให้เขากิน หรือบอกชอบรสชาติกาแฟที่เราชง ก็คงจะใจฟูหากมีนักอ่านบอกว่าชอบร้านหนังสือที่เราเปิด ชอบสไตล์การเลือกหนังสือเข้าร้าน อย่าขี้เหนียวคำชม คำชมเล็กๆ น้อยๆ มันทำให้คนตัวเล็กๆ คนหนึ่งออกไปทำเรื่องยิ่งใหญ่มานักต่อนักแล้ว

นอกเหนือจากคำชม เราก็สามารถแสดงออกด้วยการซื้อหรืออุดหนุนเพื่อให้ร้านอยู่รอด เพราะเมื่อร้านรอด เราก็รอด ถ้าไม่รอด…มันคงเหมือนร้านอาหารร้านอร่อยที่เราชอบหายไป เพราะคนทำหมดแรงหมดใจจะไปต่อ การอุดหนุนก็เพื่อให้คนคนหนึ่งได้ทำในสิ่งที่เขาชอบ และสิ่งที่เขาชอบก็เป็นสิ่งที่เราชอบด้วย การมีอยู่ของร้านหนังสือคือการมีอยู่ของชีวิตเรา คือความรื่นรมย์ของเรา มันคือการดูแลระบบนิเวศในชีวิตเรา

ปีนี้ครบรอบ 10 ปีของร้านหนังสือ fathom bookspace 10 ปีสำหรับร้านหนังสืออิสระในประเทศที่ไม่ได้รับการสนับสนุนวัฒนธรรมการอ่านให้เติบโตแบบเป็นเรื่องเป็นราวถือว่าไม่ธรรมดาเลย อยากขอบคุณร้านหนังสือแห่งนี้ที่เป็นเซฟโซนสำหรับนักอ่านหลายๆ คนรวมถึงผมด้วย ขอบคุณครับ

ใบพัด นบน้อม / นักอ่าน

—

ฉบับที่ 2

เวลา 10 ปีนั้นทำให้ภาพของการรู้จัก Fathom ครั้งแรกนั้นเลือนราง หากแต่สิ่งที่ปรากฏชัดในความทรงจำคงเป็น…

พื้นที่หนึ่งที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยผู้คนที่รักหนังสือ การเติบโต แรงบันดาลใจและความเป็นมนุษย์

รู้ตัวอีกที ก็พบตัวเองกลับไปพื้นที่นี้อีกหลายครั้ง ผ่านคำชวนอันหลากหลายตามจังหวะชีวิตช่วงนั้น

บ้างก็เป็น การหลงทาง ที่พื้นที่นี้อาจมีคำตอบ

บ้างก็ ความสดชื่น ที่พื้นที่นี้มักมอบให้

บ้างก็คือ ความคิดถึง ที่พื้นที่นี้บ่อยครั้งคลายมันได้

ฯลฯ

เวลา 10 ปีนั้นอาจทำให้ภาพแรกที่พบกันนั้นเลือนราง หากแต่สิ่งที่ปรากฏชัดในความทรงจำคงเป็น…ความรักในพื้นที่นี้

ถึง Fathom Bookspace …ขอบคุณสำหรับการมีอยู่ที่คอยให้ระลึกถึงความงดงามในมนุษย์ผ่านหนังสือและผู้คน

Navin Tan

—

ฉบับที่ 3

อะไรนะ…ที่เราสามารถทำในร้านหนังสือได้บ้าง นอกจากจิบกาแฟ หาหนังสืออ่านสักเล่ม ก็คงเป็นการใช้ชีวิตที่อยู่วิถีชีวิตไปด้วย…ตลอด 10 ปี ที่ร้านแห่งนี้เป็นห้องเรียนเปียโนของลูก เป็นที่ที่ให้เรามาจัด workshop ในหัวข้อที่สนใจ ทั้งประเด็กเรื่องคุยกับลูกเรื่องเพศ ชวนเด็ก ๆ ปักผ้า เรื่องเล่น ได้แวะมาชมละคร ฟังนิทาน ฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ มากินขนม ปาร์ตี้ปีใหม่กับเพื่อน ซึ่งพอโตขึ้นต่างคนต่างมีชีวิตการมาพบเจอกันในพื้นที่ปลอดภัย สบายใจ ก็ทำให้ได้แลกเปลี่ยนและอัพเดทสถานการณ์ชีวิตกัน และมีอีกหลายครั้ง ที่เจ้าของร้านก็ชวนมาเป็นแรงงานแพ็คหนังสือจำนวนมหาศาล


Fathom เป็นเพื่อนคู่คิด ทั้งช่วยผลิตสื่อดี ๆ น่ารัก ช่วยหาหนังสือที่เราต้องการนำมาทำงานทั้งหนังสือในไทย และหนังสือต่างประเทศ เพียงบอกความต้องการ อะไร ๆ ทีม Fathom ช่วยได้หมด
พวกเขา ไม่เคยละเลยที่จะร่วมสร้างการเปลี่ยนการเปลี่ยนแปลง อะไรที่ทำได้ Fathom จะเสนอและทำไปด้วยกันเสมอ ครั้งหนึ่งที่เราสะท้อนปัญหาการขาดนิทานในเด็กชนบท เพราะในต่างจังหวัดไม่มีร้านหนังสือ และด้วยปัญหาเศรษฐกิจ นิทานจึงไม่จัดอยู่ในสมการของสำหรับเด็กในบางครอบครัว Fathom ระดมนิทานจัดส่งมาให้และเราไปทำการส่งมอบให้เด็ก ๆ โดยดูตามพัฒนาการเป็นรายบุคคล


10 ปี ที่ผ่านมา ทำอะไรกันมามากมาย แม้ช่วงหลัง ๆ เราตัดสินใจใช้ชีวิตในต่างจังหวัดมากกว่ากรุงเทพ แต่ทุกครั้งที่มา Fathom ยังเป็นหมุดหมายเสมอ ผ่านจุด 10 ปีไปแล้ว เรารู้ว่าพวกคุณรู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป ให้กำลังใจเสมอ

ด้วยรัก

จิ๋ว เล่นด้วยสติSE

EP.2

ฉบับที่ 4

“ที่อยู่ลึกลงไป 10 Fathoms !” by หนุ่ม หนังสือเดินทาง

………………………………………………………………………….

เมื่อน้องๆ แห่ง “Fathom Book Space” ส่งข่าวมาว่า ปีนี้ร้านหนังสือของพวกเขาเดินทางมาครบ 10 ปีแล้ว ด้วยความที่อยู่กับร้านหนังสือเหมือนกัน ได้ยินแล้วก็พลันนึกถึงสาระของหนังสือบางเล่ม และเรื่องราวบางเรื่อง

นึกถึงข้อความหนึ่งในหนังสือ “DO/PURPOSE” ของนักเขียนชื่อ David Hieatt เป็นอย่างแรก

และก็นึกถึงคำถามหนึ่งที่มีคนชอบถามตอนเปิดร้านหนังสือปีแรกๆ เป็นอันดับต่อมา คำถามที่ว่า “คิดว่าร้านหนังสือแต่ละร้านเป็นคู่แข่งกันไหม?”

“ร้านหนังสือแต่ละร้านเป็นคู่แข่งกันไหม?” คำถามนี้ดูจะมีความเชื่อที่ว่า “ธุรกิจก็ต้องแข่งกัน” อยู่เบื้องหลัง ซึ่งนั่นไม่แปลกอะไร  ทว่าเมื่อใช้กับบริบทของร้านหนังสือ คำตอบที่ได้อาจประหลาดใจอยู่ 

เคยตอบคำถามนี้แบบฝันๆ แต่ก็เป็นคำตอบที่ถึงตอนนี้ก็ยังจะตอบอย่างนั้น ตอบว่า “ไม่นะ อันที่จริงอยากให้มีร้านหนังสือกันมากกว่านี้  เป็นไปได้ก็อยากให้มีสักย่านที่มีร้านหนังสือมากมายตั้งอยู่ใกล้ๆกันเสียด้วยซ้ำ”

ทำไม ?

เมื่อเปิดร้านหนังสือ ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ ทว่าถึงจุดหนึ่งเจ้าของร้านทุกคนน่าจะรู้สึกได้ว่าสิ่งที่เป็นคู่แข่งสำคัญของพวกเขาหาใช่ร้านหนังสือร้านอื่น  แต่เป็นสภาพที่คนในสังคมอ่านหนังสือกันน้อยต่างหาก

“ทำอย่างไรให้หนังสือถูกอ่านกันมากกว่านี้ ทำอย่างไรผู้คนจึงจะตระหนักว่า ชีวิตดีขึ้นได้หากได้อ่านหนังสือดีๆ?”  เอาเข้าจริง คู่แข่งของร้านหนังสือแต่ละร้านนั่นใหญ่มาก และอันที่จริง ร้านทุกร้านต่างกำลังสู้ในสิ่งเดียวกัน    

ร้านหนังสือที่ไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งนี้อาจจะมี ทว่าลึกลงไป ร้านที่อยู่ได้เป็นสิบๆปีน่าจะตระหนักถึงความจริงข้อนี้เหมือนกันหมด  เมื่อตระหนัก  หรือ “รู้แล้วว่าเป้าหมายหลักของการเปิดร้านคืออะไร” มุมมองของร้านจะเปลี่ยน และพลังภายในจะพลุ่งพล่าน

พวกเขาจะใส่ใจในการเลือกสินค้า สร้างบรรยากาศ และให้บริการ บางร้านเดินเข้าไปแล้วเหมือนอยู่ในหอสมุด บางร้านคล้ายหลุดเข้าไปในปาร์ตี้ บางร้านเจ้าของร้านช่างอัธยาศัยดี  บางร้านก็ชอบที่จะให้เราเลือกดูหนังสือเงียบๆเป็นการส่วนตัว  ที่สำคัญ ร้านหนังสือแบบนี้ไม่มีร้านไหนเหมือนกันเลย  “Fathom BookSpace” ก็เป็นอย่างที่ “Fathom BookSpace” เป็น

เมื่อแต่ละร้านต่างกัน พวกเขายังแนะนำลูกค้าให้กันได้ เพราะถือเป็นเพื่อนร่วมทีมในสนามรบ ซึ่งนี่ทำให้ความคิดที่อยากให้มีร้านหนังสือหลายๆ ร้านอยู่ในย่านเดียวกันไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน และเอาเข้าจริง นี่น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สิ่งที่เรียกว่า “Book District” เกิดขึ้นจริง  

นี่เองคือสาเหตุที่นึกถึงคำถาม “คิดว่าร้านหนังสือเป็นคู่แข่งกันไหม” ขึ้นมา

ส่วนที่นึกถึงหนังสือ “DO/PURPOSE” ขึ้นมาด้วย เป็นเพราะต่อมาพบว่า สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดถูกหนังสือเล่มนี้สรุปไว้ดี

บทหนึ่งของหนังสือบอกว่า หากจะทำอะไรให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน เราต้อง “define our enemy” หรือ “เลือกคู่ต่อสู้” ให้ถูก

คู่ต่อสู้ที่ว่าหาใช่ยี่ห้ออื่น หรือผู้ประกอบการเจ้าอื่น แต่อาจเป็น การออกแบบที่ห่วย (Bad Design)  บริการที่แย่มาก (Bad Service) หรืออะไรสักอย่างที่เป็นทุกข์ของสังคม คู่ต่อสู่ที่ถูกต้องนี้จะทำให้เห็นเหตุผล หรือ “Purpose” ในการมีอยู่ของเรา

“Purpose” ที่ชัดจะคอยเตือนและเติมพลังให้เราไปให้ถึงความเปลี่ยนแปลง และนั่นจะทำให้ลูกค้านึกถึงเรา ทำให้เราต่างจากคนอื่น และทำให้เรายืนอยู่

“พี่…เขียนอะไรถึงร้านพวกหนูหน่อยสิ อะไรก็ได้ ปีนี้ร้านเดินทางมาครบ  10 ปีแล้ว” เมื่อน้องๆ จาก “Fathom BookSpace”ทักมา ย้อนมองสิ่งที่พวกเขาทำมาแล้ว เรื่องราวข้างต้นก็ปรากฏขึ้นอย่างอัตโนมัติ

เอาเข้าจริง…สิ่งนี้หรือเปล่าที่ทำให้ “Fathom BookSpace” เป็นอีกร้านหนังสือที่อยู่มาแล้วร่วม 10 ปี

อันที่จริง…เหล่านี้นี่แหละ คือสิ่งที่อยู่ลึกลงไป 10 Fathoms ซึ่งควรค่าแก่การชื่นชม สนับสนุน และพูดถึง!

ฉบับที่ 5

ฟาธอมบุ๊คสเปซ

หนักเหนื่อยจากที่ไหน

ขอเพียงได้มาที่นี่

หนังสือและดนตรี

ช่วยหลบลี้สู่ภายใน

เป็นเพื่อนคอยเคียงขวัญ

ณ คืนวันอันหม่นไหม้

หยั่งลึกละมุนละไม

ในความงามของหนังสือ

ดินแดนแสนสงบ

พาพานพบนานาชื่อ

เขียน – อ่าน – เป็น – อยู่ – คือ

ถอดและรื้อโลกภายใน

ฟาธอมคืออ้อมอุ่น

ชวนมักคุ้นความคิดใหม่

เดินทางไปแสนไกล

ท่องโลกได้…ด้วยหนังสือฯ

— โตมร ศุขปรีชา —

ฉบับที่ 6

Dearest Fathom… the loveliest bookstore / sanctuary of SuanPhlu neighborhood

ถ้าเป็นมนุษย์ 10 ขวบแรกคือช่วงเวลาของการวางรากฐานความเป็นมนุษย์คนหนึ่งทั้งในแง่มุมของทางชีววิทยาและจิตวิทยา คงไม่ต่างกับสิบขวบแรกของ Fathom ที่วางรากฐานเพาะพันธุ์เมล็ดการอ่านและปลูกต้นรักในใจของนักอ่านทุกคน 🙂

Fathom เป็นร้านหนังสือในฝันของนักอ่านอย่างเราเลยแหละ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นหนังสือ กลิ่นกระดาษเมื่อเปิดประตูเข้าไปในร้านจะโชยมาแตะจมูกเป็นสิ่งแรก เมื่อมองลึกเข้าไปในร้านก็จะเจอรอยยิ้มที่อบอุ่นของสามสาว ป่าน ก.ก. และเปิ้ล (และตอนนี้มีด.ช.คีรัณ) คอยต้อนรับนักอ่านเสมอ 🙂

อะไรบางอย่าง ณ ที่นั้นมักทำให้นักอ่านและผองเพื่อนทุกคนที่ไปเยือนรู้สึกเป็นคนพิเศษ และมักทำให้ความกังวลใจและความว้าวุ่นใจจางลงไป

ทุกเล่มที่ Fathom คัดสรรมาให้เรามักจะโดนใจเสมอๆ (รู้ใจสุดๆ) นอกจากร้านที่สวนพลูแล้ว การเล่าถึงหนังสือแต่ละเล่มในหน้าร้านบนไอจี ก็มักจะตกเหล่านักอ่านให้ต้องครอบครอง ของมันต้องมีบ่อยครั้งไป 55+ ร้ายกาจ!!

ขอให้ปีที่ 11 และปีต่อๆไปอีกหลายสิบปี เป็นช่วงเวลาแห่งการเติบโตของ Fathom <3 ขอให้เติบโตอย่างแข็งแรงสมวัย และอยู่ด้วยกันไปนานๆๆๆเลยนะ 🙂

P ป๋วย LS cafe

Always your fanclub

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *